Nothern Lights Kingdom 2
posted on 18 Jun 2008 20:35 by poring-kungบทที่ 2 เมืองลับในลอนดอน
แสงสาดส่องเข้ามา อาซาโมะเห็นหน้าราชินีชัดแล้ว เธอสวยมาก ผิวเนียนอย่างเห็นได้ชัด เธออยู่ในชุดกระโปรงสีขาวดุจหิมะ และผ้าคลุมขนสัตว์ตัวใหญ่ มงกุฎของเธอเป็นสีขาวดุจหิมะเหมือนชุดของเธอ ที่มือถือบางอย่างที่ดูเหมือนไม้ขนาดใหญ่ ที่ปลายด้านบนเป็นรูปเกล็ดหิมะอันใหญ่ที่กำลังสาดส่องแสงสีขาวออกมาเรื่อยๆ
“เจ้าคงจะไม่แปลกใจที่เจอข้านักใช่มั้ย” องค์ราชินีถาม แต่อาซาโมะไม่ตอบอะไรเพราะเขายังคงกล้าๆกลัวๆอยู่ เพราะสิงโตข้างตัวนางดูใหญ่มากกว่าตอนที่เขาเห็นมันในความมืดเสียอีก“ข้าว่าเจ้าอาจจะยังตกใจอยู่” ราชินีหัวเราะและยิ้นให้ “เจ้าถูกเลือกสำหรับภารกิจอันยิ่งใหญ่ ไม่ช้าจะมีคนมารับตัวเจ้าไปเพื่อเริ่มภารกิจนี้ ข้าได้ให้พลังแก่เจ้าไปแล้ว จงใช้มันอย่างระวัง จงจำไว้ว่าแม้พลังที่ยิงใหญ๋มักมากับภาระอันใหญ่ยิ่งเสมอ อุปสรรคของเจ้าจะมากมายขนานับ แต่ข้าเชื่อว่าเจ้าจะฝ่าฟันอุปสรรคเหล่านั้นไปได้ พลังในตัวเจ้าอาจทำให้ผู้มากด้วยกิเลส ตัณหา และความโลภมุ่งหมายในตัวเจ้า นั่นคืออุปสรรคอย่างหนึ่ง แต่ไม่ต้องห่วง อุปสรรคนั้นจะไม่มาในตอนที่เจ้ายังไม่พร้อม จงทำตนให้พร้อมสำหรับอุปสรรคทั้งหมด และจงก้าวต่อไป อย่าให้ใครรู้เรื่องที่ข้ากับเจ้าได้คุยกันในฝันนี้ ข้าไม่อยากให้เจ้าโกหก พยายามปิดบังความจริงยังไงก็ได้เท่าที่เจ้าพอจะทำได้ ข้าคาดหวังในตัวเจ้านะ”
นางยิ้มให้ ร่างของนางเรืองแสงและหายไป อาซาโมะก็ตื่นขึ้นพอดี จริงๆต้องเรียกว่าสะดุ้งตื่นมากกว่า เขาพึ่งสังเกตว่าเขาอยู่บนตัวแค่ครึ่งตัวบนเท่านั้น ตั้งแต่เอวลงมาไม่ได้อยู่บนเตียง มันตกลงมาเรื่อยๆ ตอนเขาลุกเลยล้มลงไป พอตั้งตัวและตั้งสติได้ เขาก็เห็นบางอย่าง คน - - - หรือจะเรียกว่าคนก็ได้ เขาตัวเล็ก อยู่ในชุดสูทตัวจิ๋วสีขาวและเสื้อกั๊กสีดำ นั่งอยู่บนขอบหน้าต่างที่เปิดอยู่ อาซาโมะคิดว่าเขาปิดแล้วแต่ชายผู้นี้เปิดมันออกมา ข้างชายคนนั้นเป็นนกอินทรีย์สีน้ำตาลตัวใหญ่ เขาเริ่มพูด
“ในที่สุดก็ตื่น ข้าปลุกเจ้าแล้วแต่เจ้าไม่รู้สึกตัวเสียที มันน่าเบื่อนะ” ชายผู้นั้นเอ่ย เขาดูยิ่งทะนงมากเลย ชายผู้นั้นกระโดดขึ้นหลังนกอินทรีย์และนกตัวนั้นก็โฉบขึ้นมาบนเตียงของอาซาโมะ ชายคนนั้นลงจากหลังนกและเริ่มพูดกับเขาต่อ
“เจ้าต้องรีบไปอย่างเร็วที่สุด ข้าไม่มีเวลาให้เจ้ามากนัก”
“เดี๋ยวก่อนนะ” อาซาโมะขัด “ไปไหนงั้นเหรอ”
“แล้วเจ้าจะรู้เอง แต่ข้าเดาว่าเจ้ารู้แล้ว ผลึกแก้วนั่นไม่ได้บอกอะไรเจ้าเลยงั้นเหรอ”
อาซาโมะนึกออกแล้ว องค์ราชินีบอกให้เขาปิดเรื่องนางไว้เป็นความลับ เขาคงต้องปิดมันไว้และพยายามไม่บอก แต่เขาจะโกหกเหรอ ในที่สุดเขาก็นึกออก ชายคนนี้พูดว่า ‘ผลึกแก้ว’ งั้นเขาก็ไม่น่าจะรู้เรื่องราชินีเลยนี่
“บอกครับ มีคนจะมารับผม” อาซาโมะปิดบังความจริงโดยไม่พูดคำว่า ราชินี นาง หรือ เธอ ออกมา
“งั้นก็ข้านี่ล่ะ รีบๆเปลี่ยนเสื้อเสีย เราจะไปกันแล้ว” เขาบอก
อาซาโมะสับสนเหลือเกินจะบรรยาย ชายคนนี้จะพาเขาไป แต่ยังไงล่ะ ระหว่างนั้นบางอย่างก็เกิดขึ้นโดยที่เขาไม่รู้ตัว บันไดส่งเสียงตึงตัง มีคนกำลังขึ้นบันไดมาที่นี่อยู่ ประตูเปิดออก หรือจะเรียกว่าถูกผลักออกอย่างแรงก็ได้ มันกระทบผนังอย่างแรงจนเขานึกว่าไม่ผนังหรือประตูนี่ล่ะจะพังครือลงมา แต่มันไม่พัง โชคดีไป แต่เขาคงไม่โชคดีเท่าไหร่ ลุงของเขายืนประจันหน้าอยู่ข้างๆเขา ห่างออกไปเพียงสองสามเมตรเท่านั้น เขานั่งอยู่บนเตียง ชายตัวเล็กยืนอยู่บนเตียงเขา
ลุงหน้าตาน่ากลัวกว่าที่เขาเคยเห็น แววตาจองลุงดูเหมือนกำลังลุกไหม้อย่างรุนแรง เหงือตามตัวไหลอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ที่น่ากลัวก็ยังคงเป็นแววตาที่ดูเหมือนจะแผดเผาเขาได้ในพริบตาเดียวนั่นล่ะ
ลุงเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงน่ากลัวอย่างที่สุดเกินจะกว่าใครคาดคิด เขาโพล่งออกมาดังมาก
“นายจะเอาตัวไอ้หนูนี่ไปไม่ได้” เสียงของลุงทำเอาหูเขาแทบแตก แต่ดูเหมือนชายตัวเล็กนั่นจะไม่สะทกสะท้านเลย เขาแค่เดินอ้อมหลังอาซาโมะและมาประชันหน้ากับลุงของอาซาโมะ
“นายก็รู้ว่าเรื่องนี้มันคืออะไร” ชายตัวจิ๋วพูดขึ้น “เรื่องนี้ถูกกำหนดไว้แล้ว ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้แม้ต้องการเพียงใดก็ตาม”
“แต่ฉันไม่ยอม ก็คือไม่ยอม นายจะไม่มีโอกาสได้พาเข้าหนูนี่ไป” ลุงตะคอกใส่เขา ขณะที่ชายตัวเล็กนั่นพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาอย่างที่สุด
เสียงฝีเท้าเบาๆดัง ตึงๆ ทำให้ห้องนี้เงียบลงได้ น่าแปลกที่มันทำได้ เสียงฝีเท้า ตึงๆ นั่นเป็นของป้ามิโดรินั่นเอง ใบหน้าของป้าเศร้ามาก ดูเหมือนจะร้องไห้ออกมาได้ทุกเมื่อ เธอถือกระเป๋าผ้ามาใบหนึ่ง มันเป็นกระเป๋าใบเดียวกับที่อาซาโมะใช้ตอนไปเข้าค่ายกับโรงเรียน มันดูหนักกว่าครั้งก่อนหรือครั้งไหนๆเท่าที่เขาจำความได้
เวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้วนะ อาจจะนาที สองนาที ความเงียบยังคงปกคลุมอยู่ ในที่สุด ลุงก็พูดออกมา ท่ามกลางเสียงสะอื้นของป้าที่ได้วางกระเปาใบนั้นลงแล้ว
“ก็ได้ มิโดริ ก็ได้” เขาพูด และยกมือขึ้นมา มาที่หน้าอาซาโมะ เขาไม่ได้ชี้หน้า แต่เขาแผ่มืออก และในไม่ช้า อาซาโมะก็รู้สึกเหมือนโดนความอ่อนเพลียเข้าโจมตี เหมือนตอนที่แสงสีฟ้านั่นพุ่งเข้ามาหาเขาไม่มีผิด เพียงแต่มันอ่อนโยน แต่โศกเศร้า แสงสีฟ้านั่นแข็งแกร่งและเปี่ยมไปด้วยพลัง เต็มไปด้วยความหวัง และมันยังคงอยู่ในหัวของเขาอยู่ เขายังจำความรู้สึกนั้นได้ดี เขาคิดเช่นนั้นก่อนจะหลับลงไป ดูเหมือนจะมีคนมารับเขาด้วย เขาเดาว่าเป็นลุง แต่อย่างใดมันก็ไม่สำคัญอีกแล้ว เพราะเขาหลับลงไปจริงๆเสียแล้ว
อาซาโมะตื่นขึ้นมาท่ามกลางลมและหมอกหนา มันหนามากกว่าหมอกใดๆที่เขาเคยพบเห็น อากาศเย็นๆปะทะหน้าของเขาทีละน้อยๆ เขารู้สึกสะลึมสะลืออย่างมาก เขาหาวและตื่นเต็มที่จนสังเกตได้ว่า พวกนี้ไม่ใช่หมอก แต่เป็นเมฆ
หมู่เมฆมากมายล้มรอบตัวเขา มันเย็นมาก แต่ไม่เย็นเหมือนที่คิด เขาลองมองรอบๆตัวและพบว่าเขาอยู่บนอะไรบางอย่างที่เป็นสีน้ำตาล นุ่มเล็กน้อย จนใจที่สุดก็ได้รู้ เขาอยู่บนหลังนกอินทรีย์ตัวมหึมาซึ่งมีชายตัวจิ๋วคอยบังคับอยู่ ชายคนนั้นจับบังเหียนอย่างมั่นคงและยังไม่สังเกตว่าเขาตื่นแล้ว ไม่ช้าพวกเขาก็ออกจากเมฆ
“ตื่นแล้วงั้นเหรอ” ชายคนนั้นเอ่ยขึ้น
“คุณ - - - เป็นใครงั้นเหรอครับ” อาซาโมะถาม
“ลอร์ดแซนเดอร์ ผู้รับใช้ของราชินีเอมิเลียแห่งดินแดนทางใต้ ดินแดนของชาว เลเซตเทียน” เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเย็นชาอยู่
“ดินแดนทางใต้? ชาวเลเซตเทียน? คืออะไรงั้นเหรอ”
“พวกนั้นไม่เคยเล่าให้ฟังเลยงั้นสิ” ลอร์ดแซนเดอร์กระแอมและเริ่มพูดต่อ “ดินแดนที่ว่านี้อยู่ในอีกมิติหนึ่ง แล้วเจ้าจะรู้เองว่ามิตินั้นอยู่ที่ไหน ข้าจะพาไปเอง แล้วชาวเลเซตเทียนก็คือคนอย่างที่ข้าเป็น ตัวเล็ก แต่ร้ายกาจ พวกเรามีความสามารถในการเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าพวกเจ้านัก อย่าประมาทคนตัวเล็กเป็นอันขาด เจ้าหนู”
อาซาโมะเริ่มสับสนเต็มที แต่เขาไม่อยากจะไปคิดถึงเรื่องนี้อีกแล้ว เพราะโบราณว่าร้อยรู้ไม่สู้ปฏิบัติ บางที - - - เขาน่าจะลองศึกษาดูเอง เผื่อจะเข้าใจยิ่งขึ้นกว่านี้
หลังการเดินทางที่ยาวที่ ซึ่งอาซาโมะไม่ได้พูดอะไรเลยเนื่องจากอากาศเย็นๆนี่ทำให้ง่วงเสียจริง เขาจึงหลับลงไปอีกรอบ จนกระทั่งนกตัวนี้เริ่มลดความสูง มันถลาลงอย่างรวดเร็วจนอาซาโมะรู้สึกได้แม้จะครึ่งหลับครึ่งตื่น จนกระทั่งถึงพื้น มันกระพือปีกสองสามครั้งเพื่อลดความเร็วและลงจอดอย่างนุ่มนวล อากาศข้างล่างค่อนข้างเย็นพอๆกับข้างบน แต่เขาคิดว่าข้างบนน่าจะเย็นกว่า ลอร์ดตัวจิ๋วคนนี้ทำอะไรบางอย่างไม่ให้พวกเขาหนาวตายล่ะมั้ง ข้างล่างนี้ก็มีหมอกเหมือนที่ข้างบนก็มีเมฆ มีน้ำค้างเกาะทั่วไป หมอกค่อนข้างหนา แต่เทียบไม่ได้กับเมฆด้านบนเลย อาซาโมะลงจากหลังของนกอินทรีย์ในไม่ช้า และมันก็ตัวเล็กลง เขาสังเกตว่าตัวเองหนุนกระเป๋าเสื้อผ้ามาตลอดทางและยังคงสวมชุดนอนอยู่ ลอร์ดแซนเดอร์จึงสั่งให้เขาไปเปลี่ยนเสื้อผ้าซะ
อาซาโมะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ในห้องน้ำของสวนสาธารณะ ที่ซึ่งพวกเขาลงจอดกัน อาซาโมะทึ่งในวิธีการปลดล๊อกแม่กุญแจอย่างช่ำชองของท่านลอร์ดตัวจิ๋วคนนี้มาก อย่างที่รู้กันว่านี่ยังไม่เช้า และสวนสาธารณะก็ยังไม่เปิด เขาจึงต้องลอบเข้าสักหน่อยและลอร์ดแซนเดอร์ก็ล๊อกมันลงไปเหมือนเดิมอย่างง่ายดาย
“คุณทำแบบนี้บ่อยมั้ย” อาซาโมะถาม
“ทำอะไร” ลอร์ดแซนเดอร์ถามกลับ“ก็ - - - ปลดล๊อกแม่กุญแจไง”
“บ่อยๆ แต่ไม่มากนัก” พูดเสร็จลอร์ดแซนเดอร์ก็ปลดล๊อกประตูหลังของสวนสาธารณะนี้เสร็จ และก็ปิดมันลงหลังจากที่อาซาโมะออกมา ลอร์ดแซนเดอร์นั่งอยู่บนหลังของนกอินทรีย์สีน้ำตาลของเขา มันบินช้าๆพอที่อาซาโมะจะเดินตามทัน บ่อยครั้งที่มันบินเร็วเกินจนเขาต้องขอให้ช้าลง เห็นได้ชัดเลยว่าโดยปกติเขาไม่ค่อยเดินกับคนขนาดเท่าอาซาโมะเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะเด็กตัวเตี้ยที่ไม่ได้วิ่งหรือเดินเร็วอะไรนักหนา
“ถึงแล้ว” ลอร์ดแซนเดอร์เอ่ย พวกเขามาหยุดยืนอยู่ที่หน้าโรงแรมเล็กๆ มันสูงแค่ 4 ชั้น ชั้นล่างมีหน้าต่างไม่กี่บาน พนักงานต้อนรับก็ไม่มี และพนักงานที่เคาท์เตอร์ก็สุดจะน่ากลัว เธอเป็นหญิงชราหน้าตาซูบผอม เวลาเจ้าหล่อนจ้องมาทำเอาอาซาโมะสันหลังวาบทุกที
“เรามาทำอะไรกันที่นี่” อาซาโมะถาม
“ไม่ใช่ที่นี่ ที่นี่แค่ทางผ่าน” ลอร์ดแซนเดอร์ตอบ ดูไม่มีความหมายเอาซะเลย ยังไงตัวอาซาโมะเองยังไม่เข้าใจเหมือนกัน
ทั้งคู่มาหยุดที่ลิฟต์ และเข้าไปในนั้น ไม่นานประตูก็ปิด ลอร์ดแซนเดอร์เคาที่ด้านล่างของปุ่มที่เขียนว่า G สำหรับชั้นล่างเอาไว้ ไม่มีอะไรอยู่ก็จริง แต่พอเขากดลงไป มันกลับมีเสียงคลิกเหมือนที่ลิฟต์แบบนี้ควรเป็น ลิฟต์เลื่อนลงไปอย่างรวดเร็ว เร็วจนอาซาโมะต้องจับของลิฟต์เอาไว้ เช่นเดียวกับลอร์ดแซนเดอร์ซึ่งนกของเขาเกาะที่จับในลิฟต์ไว้เช่นกัน
ในที่สุด การเดินทางสุดน่ากลัวเป็นเวลาเต็มนาทีก็จบลง(ถ้าคุณเคยเล่นเครื่องเล่นที่พุ่งขึ้นลงแบบนี้ คุณจะคิดว่าแบบนี้มันไม่มีอะไรเลย แต่สำหรับผู้ที่ไม่เคยเล่น อาจคิดว่ามันน่ากลัวมากเหมือนที่อาซาโมะคิดอยู่)
“ถึงแล้ว” ลอร์ดแซนเดอร์เอ่ยขึ้น
“ที่นี่ที่ไหนกัน” อาซาโมะถาม
“เมืองลับในลอนดอน เราเรียกมันว่า ‘เมืองเครทเทีย’ ยังไงล่ะ”
ทั้งสองกำลังเดินอยู่ตามทางเท้าที่ดูไม่ปกติเท่าไหร่นัก ถนนปูด้วยอิฐตัวหนอน มีรถม้าวิ่งในบางครั้ง ข้างทางทั้งสองฝั่งมีร้านขายของ ร้านอาหาร และร้านยามากมายเหลือจะกล่าว แต่ละร้านมีชื่อแปลกๆติดเต็มไปหมดอาทิเช่น ‘เครื่องปรุงยาสุดแสนวิเศษ’ ‘ร้านอาหารเดินได้’ ‘ร้านไม้กวาดเหาะเหิน’ ‘ร้านภูตหลากชนิด’ และนี่เป็นพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นเพราะยังมีร้านเรียงรายเป็นแถวไปหมด ที่บนฟ้ามีทั้งมังกร ม้าบิน ม้าสีดำที่มีปีกเหมือนมังกร กริฟฟิน ทุกตัวล้วนบินอยู่ทั่วไป อาซาโมะเผลอจ้องมองการจราจรที่คับคั่งบนท้องฟ้าอยู่ราวสองนาทีจนมีคนมาเดินชน เขาขอโทษและก็รู้สึกขอบคุณที่ทำให้เขารู้สึกตัว แต่คนที่เดินชนนั่นทำหน้าเหมือนรังเกียจเขา ชายคนนั้นมีหมาดัลเมเชี่ยนเดินข้างๆด้วย
อาซาโมะพึ่งจะสังเกตว่าทุกคนในเมืองนี้ล่วนมีสัตว์ทั้งที่คุ้นตาและไม่คุ้นตาเดินกันให้ว่อน ทั้งสุนัข แมว นก มังกร ม้ามีปีก กริฟฟิน และเขาสาบานได้ว่าเห็นจระเข้เดิน(หรือจะเรียกว่าเลื้อยก็ได้ตามสะดวก) ผ่านหน้าไปด้วย เขาตกใจจนแทบล้มลงกับพื้น ลอร์ดแซนเดอร์หันมาหาเขาและทำหน้าสมเพชเขา ทำให้อาซาโมะรู้สึกไม่ชอบใจท่านลอร์ดคนนี้เสียแล้วสิ
ทั้งคู่มาหยุดอยู่ที่หน้าร้านที่เขียนไว้ว่า ‘ร้านภูตประจำตัวที่รัก’ ภายในร้านมีแสงเข้าถึงมากมาย มีตู้กระจกที่ดูเหมือนล๊อกเกอร์กระจกเต็มไปหมด มันใส่ล๊อกอยู่ มีไข่ขนาดเท่าไข่นกกระจอกเทศและที่ใหญ่กว่าไข่นกกระจอกเทศอยู่เต็มไปหมด หลากสี หลากลาย มีบางอันที่เขารู้สึกว่ามันมีสัญลักษณ์แปลกๆอยู่ด้วย แต่มันอธิบายไม่ถูกจริงๆ
เคาท์เตอร์ของร้านมีชายแก่คนหนึ่งนั่งอยู่ เขาสวมแว่นตากลมและกำลังอ่านหนังสือพิมอยู่ เขาชำเลืองมองอาซาโมะครั้งนึงแล้ววางหนังสือพิมลง
“มาซื้อของงั้นเหรอพ่อหนูน้อย” ชายแก่ถาม
“เอ่อ.....คือว่า...” เขาตะกุกตะกัก เขาไม่รู้เลยว่าตัวเองเข้ามาในนี้ทำไม
“ใช่” ลอร์ดแซนเดอร์ตอบ “เราต้องการไข่ภูตประจำตัวให้พ่อหนูน้อยคนนี้โดยด่วน ต้องรอนานแค่ไหน” ลอร์ดแซนเดอร์พูดขณะนั่งอยู่บนหลังนกอินทรีย์ของเขา บางที สิ่งที่เรียกว่าภูตคงเป็นเจ้านี่ละมั้ง นกตัวนี้ต้องเป็นภูตของลอร์ดแซนเดอร์แน่นอนเลย
“ไม่นานหรอก” ชายแก่คนนั้นตอบ เขาทำหน้าเบื่อหน่ายและเดินมาหาอาซาโมะ
“อืม ท่าทางจะยากหน่อย แต่ฉันิดว่าน่าจะไหวน่ะ รอเดี๋ยว” ชายคนนั้นเดินไปดูตามตู้ที่มีไข่วางมากมายนั้นและเดินเข้าไปประตูหลังร้านซึ่งมีป้ายบอกว่าห้ามเข้าอยู่
ไม่นานเขาก็ออกมาพร้อมด้วยไข่ใบโตที่ใหญ่พอๆกับไข่นกกระจอกเทศ เปลือกไข่เป็นสีขาวบริสุทธิ์ มีลวดลายบนเปลือกไข่เป็นรูปสัญลักษณ์บางอย่าง มีบางจุดที่ดูเหมือนปีกด้วย ชายแก่ยื่นมันให้อาซาโมะ เขารับไว้และรู้สึกถึงน้ำหนักอย่างมาก เขารู้สึกถึงบางอย่างที่แปลกประหลาด เหมือนว่าเขาไม่อยากอยู่ห่างเจ้าไข่นี่อีกเลย
“หนักมั้ย” ชายแก่ถาม
“ครับ” อาซาโมะตอบ ตอนนี้มือที่ถือประเป๋าเสื้อผ้าลงไปกองกับพื้นแล้ว
“ดูแลมันดีๆล่ะ พ่อหนู”
อาซาโมะสังเกตเห็นบางอย่างพันอยู่รอบคอชายแก่คนนั้นด้วย เป็นงูเหลือมตัวยาว หัวของมันพาดบ่าอยู่ ส่วนหางก็พาดอยู่อีกข้างและห้อยต่องแต่งลงมา เจ้านี่ก็ภูตของชายแก่นี่งั้นสินะ
เขาเริ่มสงสัยเสียแล้วว่าเจ้าไข่นี่จะฟักเป็นตัวอะไร ถ้าเป็นงูไม่เอาด้วยหรอกนะ เขาไม่อยากเลี้ยงงูสักหน่อย
“รีบๆไปเร็ว เราต้องไปอีกไกล” ลอร์ดแซนเดอร์เรียกเขา ภูตนกอินทรีย์ของเขาใช้ขาของมันถือกระเป๋าของอาซาโมะที่ใหญ่กว่าตัวของมัน 5 เท่าได้ แต่จนถึงเดี๋ยวนี้ไม่มีอะไรจะทำให้อาซาโมะแปลกใจได้อีกแล้วเพราะเขาเจอมามากพอจนชินชากับเรื่องพวกนี้ไปแล้ว
หลังจากการเดินไปสักพักตามถนนที่ครึกครื้นไปด้วยผู้คนแลเหล่าภูตบินไปมา(เว้นแต่ถนนที่ออกจะโล่งไปหน่อย) จนมาถึงโรงแรมแห่งหนึ่ง มันสูงเสียดฟ้าและใหญ่เหมือนโรงพยาบาล มีตึกอยู่แค่ตึกเดียวและใหญ่โตมากกว่าตึกใดๆที่เขาเคยเห็นและคุณจะเคยเห็นด้วย มันสูงเสียดฟ้าจนถึงเมฆอย่างไม่น่าเชื่อ
“เราจะพักที่นี่ เข้ามาเร็วเข้า” ลอร์ดแซนเดอร์สั่งเขาขณะที่ภูตนกอินทรีย์ของเขาใช้จะงอยปากที่ดูทรงพลังกว่าตัวของมันผลักประตูกระจกที่ค่อนข้างใหญ่ออกไปช้าๆ ข้างในประดับประดาด้วยโคมระย้า เป็นรูปแบบของโรงแรมยุคกลาง มีพรมสีน้ำตาลแดงและผนังสีน้ำตาลแดงลายหมากรุก ตามพื้นมีเก้าอี้ยุคกลางหลายชุดวางอยู่ มันตัวใหญ่เท่าโซฟาที่อาซาโมะเคยเห็นมาก่อนและมีโต๊ะกระจกอยู่ตรงกลาง นั่นเป็นอย่างเดียวที่ดูแปลกพิกลๆเมื่อเทียบกับสไตล์ของห้องนี้ นี่คงเป็นล๊อบบี้ แต่เป็นล๊อบบี้ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น สุดลูกหูลูกตา ใหญ่มาก มีหน้าต่างนิดหน่อย อากาศข้างในก็เย็นๆสบายดีเหมือนกัน
ถายในล๊อบบี้เต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาและภูตหมายรูปแบบโดยส่วนใหญ่จะเป็นมังกร มีบางคนที่เขาไม่เห็นภูตแต่ไม่นานภูตของก็เลื้อยขึ้นมาและพาดบนบ่าเหมือนที่ภูตงูของชายแก่คนนั้น มีของบางคนเป็นผีเสื้อด้วย มันบินไปทั่วและไปเกาะที่บนนิ้วของหญิงผู้หนึ่งซึ่งลอร์ดแซนเดอร์ได้เข้าไปคุยด้วย
ไม่ช้าไม่นาน ลอร์ดแซนเดอร์ก็กลับมาพร้อมด้วยกุญแจห้อง หญิงคนนั้นไม่ใช่พนักงานโรงแรมแน่นอน เพราะดูจากการแต่งตัวนั่นที่เหมือนผู้หญิงทั่วไปโดยมีกระโปรงยาวถึงข้อเท้า และผมยาวถึงหลัง ต่างจากพนักงานที่อยู่ในชุดยุคกลางที่ทำให้ดูแปลกตาอย่างมาก ผู้หญิงคนนั้นโบกมือให้อาซาโมะด้วย
“เธอเป็นใครงั้นเหรอ” อาซาโมะถาม
“ใครเหรอ” ลอร์ดแซนเดอร์ปีนขึ้นมาบนบ่าของอาซาโมะ ภูตนกอินทรีย์ของเขาก็มาอยู่บนมือของอาซาโมะเช่นกัน ท่าทางมันจะเหนื่อแล้วสินะ
“ที่คุณคุยด้วยแล้วเธอให้กุญแจมายังไงล่ะ”
“อ๋อ” เขาอุทาน “องครักษ์ของราชินีดินแดนทางเหนือ เธอมาช่วยพาข้าไปให้ถึงอีกโลกหนึ่ง โลกของผู้วิเศษ”
“มีโลกแบบนั้นด้วยงั้นเหรอ” นี่เป็นเรื่องเดียวที่ทำให้อาซาโมะตกใจได้หลังจากที่เจอเรื่องชวนตกใจมามากแล้ว แม้เขาจะเคยได้ยินและเห็นที่ลอร์ดแซนเดอร์ทำเต่เขาก็ยังคงตกใจอยู่ดี
“มีสิ อย่าพูดมากและไปนั่งรอที่เก้าอี้นั่นซะ ข้าจะไปถามทางไปห้องหน่อย” ขากระโดขึ้นหลังภูตของเขาและบินไปที่เคาท์เตอร์ล๊อบบี้ทันที อย่างที่รู้กันว่าโรงแรมใหญ่โตแบบนี้ก็เหมือนเขาวงกตดีๆนั่นเอง อาซาโมะเดินไปที่โซฟานั่นและไปเจอเด็กหญิงคนหนึ่งนั่งอยู่ที่นั่น เธอผูกผมที่เป็นสีแดงเหมือนพระอาทิตย์ตกดินที่ยาวถึงกลางหลัง เธอหันใบหน้าที่คุ้นเคยของเธอมาทางอาซาโมะซึ่งทำให้อาซาโมะและเด้กหญิงคนนั้นตกใจไม่แพ้กัน
“ซึสึกิ” อาซาโมะอุทานขึ้น